10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับฉลากอาหารตามกฎหมาย ผู้หญิงกำลังตรวจสอบฉลากบนกล่องอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ต สื่อถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายฉลากอาหารในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

ขายของกินต้องรู้! 10 ข้อมูลต้องมีบนฉลากอาหารตามกฎหมาย

เช็กลิสต์ 10 ข้อมูลบังคับบนฉลากอาหารตามกฎหมาย อย. พร้อมเทคนิคทำฉลากติดขวดน้ำให้ถูกต้องและสวยงาม อ่านจบทำตามได้เลย เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและความน่าเชื่อถือของแบรนด์

ฉลากอาหาร…เครื่องหมายยืนยันความปลอดภัยที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม “ความอร่อย” อาจเป็นสิ่งที่ดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อ แต่ “ความถูกต้อง” คือสิ่งที่สร้างความเชื่อใจและรักษาธุรกิจของคุณให้มั่นคง

หลายแบรนด์ต้องเสียโอกาสอย่างน่าเสียดายเพราะสินค้าคุณภาพดีแต่ “ฉลากไม่ผ่านมาตรฐาน อย.” ทำให้ไม่สามารถวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าชั้นนำได้ หรือร้ายแรงกว่านั้นคือการถูกฟ้องร้องเพราะผู้บริโภคเกิดอาการแพ้อาหาร โดยที่ฉลากไม่ได้ระบุคำเตือนไว้อย่างชัดเจน

วันนี้เราได้รวบรวม 10 ข้อมูลสำคัญบนฉลากอาหารตามกฎหมาย มาให้คุณเช็กแบบข้อต่อข้อ พร้อมเกร็ดความรู้จากมุมมองโรงพิมพ์ เพื่อให้ฉลากของคุณสวยงาม ถูกต้องตามข้อบังคับ และสร้างความสบายใจให้ผู้บริโภคได้มากที่สุด

Table of Contents

เช็กลิสต์ 10 ข้อมูลบังคับบนฉลาก

ก่อนจะเริ่มออกแบบฉลากอาหารให้สวยงาม เรามาตรวจสอบ “ความถูกต้อง” ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขกันก่อนครับ ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือนบัตรประชาชนของสินค้า ที่จะช่วยให้คุณผ่านด่านตรวจมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลได้ทันที

  1. ชื่อผลิตภัณฑ์ (Product Name) ต้องระบุชื่อภาษาไทยให้ชัดเจน  และต้องแสดงชื่อประเภทหรือชนิดของอาหารพ่วงไปด้วยเพื่อให้ผู้บริโภคไม่เข้าใจผิด (เช่น น้ำส้มแท้ 100% หรือ เครื่องดื่มรสส้ม) หากมีชื่อภาษาอังกฤษต้องอ่านออกเสียงตรงกับภาษาไทย หรือมีความหมายสอดคล้องกัน
    • Printer’s Tip: ชื่อสินค้าคือพระเอก ควรวางในตำแหน่งที่เด่นที่สุดและใช้ฟอนต์ที่อ่านง่าย ไม่ควรเล็กจนเกินไป และ ควรเว้นระยะห่างจากขอบฉลากอย่างน้อย 2-3 มิลลิเมตร เพื่อป้องกันการถูกตัดตกในขั้นตอนการผลิต
  2. เลขสารบบอาหาร (FDA Number) หรือที่เราเรียกติดปากว่า “เครื่องหมาย อย.” ต้องแสดงตัวเลข 13 หลักในกรอบเครื่องหมาย อย. แสดงว่าสินค้าผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย
    • เกร็ดเพิ่มเติม: ตามกฎหมาย ตัวเลขในกรอบต้องมีความสูง ไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร และต้องใช้รูปแบบตัวเลขที่เป็นมาตรฐานสากลเท่านั้น (ไม่ควรใช้ตัวเลขไทยในกรอบ อย.) และสีของตัวเลขต้องตัดกับสีพื้นฉลากชัดเจน (เช่น เลขสีเข้มบนพื้นขาว) ห้ามกลมกลืนเด็ดขาด
  3. ปริมาณสุทธิ (Net Content) ระบุหน่วยเป็นระบบเมตริก เช่น น้ำหนัก (กรัม/กิโลกรัม) หรือปริมาตรสุทธิ (มิลลิลิตร/ลิตร) โดยไม่รวมน้ำหนักบรรจุภัณฑ์
    • กรณีพิเศษ: หากเป็นสินค้าที่มีลักษณะจัดชุด (Set) เช่น ใน 1 กล่องมี 3 ซอง ต้องระบุทั้งปริมาณต่อซองและจำนวนซองให้ชัดเจน
  4. ส่วนประกอบสำคัญ (Ingredients) แสดงรายการวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร ตามปริมาณจาก มากไปน้อย (เป็นร้อยละ %) เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่ากินอะไรเข้าไปบ้าง
    • Printer’s Tip: หากส่วนประกอบยาวมาก แนะนำให้ใช้การจัดวางแบบชิดซ้าย (Left Align) และเลือกใช้ฟอนต์ที่ไม่มีหัวแต่ดูทันสมัยเพื่อประหยัดพื้นที่บนฉลาก
  5. ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร (Allergen Information) ข้อนี้สำคัญมาก! และเป็นข้อบังคับที่ต้องแสดงให้เห็นเด่นชัดที่สุด หากมีส่วนประกอบเสี่ยง เช่น ถั่วลิสง, ไข่, นม, แป้งสาลี, หรือสัตว์ทะเล ต้องระบุคำว่า “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร: มี…” ให้ชัดเจน (ตัวอักษรหนาหรือขีดเส้นใต้) เพื่อป้องกันอันตรายถึงชีวิต
    • รูปแบบที่ถูกต้อง: ต้องจัดกลุ่มอยู่ในล้อมกรอบเดียวกัน หรือใช้ตัวอักษรที่มีสีตัดกับข้อความปกติ
  6. ข้อมูลโภชนาการ (Nutrition Facts) แสดงสัดส่วนของพลังงานและสารอาหารต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เช่น น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม (บังคับสำหรับอาหารบางประเภท หรือสินค้าที่มีการเคลมสุขภาพ)
    • ข้อควรรู้: หากบรรจุภัณฑ์มีพื้นที่รวมน้อยกว่า 65 ตารางเซนติเมตร กฎหมายอนุญาตให้ขอยกเว้นการแสดงตารางโภชนาการได้ (ยกเว้นสินค้าบางประเภท)
  7. ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต/ผู้นำเข้า (Manufacturer Info) ระบุให้ชัดเจนว่าผลิตที่ไหน โดยะบุรายละเอียดที่ตั้งอย่างชัดเจน (เลขที่บ้าน ซอย ถนน ตำบล อำเภอ จังหวัด) หรือนำเข้าโดยใคร เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) หากเกิดปัญหา
    • กรณีจ้างผลิต: ต้องระบุว่า “ผลิตโดย… สำหรับ…” เพื่อแสดงความโปร่งใสในที่มาของสินค้า
  8. วันเดือนปีที่ผลิต และวันหมดอายุ (MFG / EXP) ต้องระบุคำว่า “ผลิต (MFG)” และ “หมดอายุ (EXP)” หรือ “ควรบริโภคก่อน (BBF)” ตามด้วยวันเดือนปีที่ชัดเจน
    • เทคนิค: หากใช้เครื่องปั๊มวันที่แยกต่างหาก บนฉลากควรพิมพ์ว่า “วันผลิตและหมดอายุ: ระบุบนบรรจุภัณฑ์” เพื่อความยืดหยุ่นในการใช้งาน
  9. วิธีการเก็บรักษา (Storage Instruction) ระบุสภาวะการเก็บรักษาที่จะทำให้อาหารไม่เน่าเสียก่อนวันหมดอายุ
    • ตัวอย่าง: “เก็บในอุณหภูมิห้อง”, “ควรเก็บให้พ้นแสงแดดและที่อับชื้น” , ควรแช่เย็นหลังเปิดขวด” เพื่อรักษาคุณภาพอาหารให้ยาวนานที่สุด หรือ “หลังเปิดใช้แล้วควรปิดฝาให้สนิทและเก็บในตู้เย็น”
  10. วิธีการปรุง/วิธีใช้ (Preparation) (ถ้ามี) บอกขั้นตอนการทำที่ง่ายที่สุดเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีจากสินค้า เช่น วิธีต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือวิธีชงเครื่องดื่มผง เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรสชาติที่ดีที่สุด
    • Printer’s Tip: การใช้รูปภาพไอคอน (Icon) แทนข้อความยาวๆ ในส่วนนี้ จะช่วยให้ฉลากดูสากลและเข้าใจง่ายขึ้นมาก

เทคนิคทำฉลากติดขวดให้ปังและไม่หลุด

สำหรับสินค้าประเภทน้ำดื่ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มบรรจุขวด นอกจากข้อมูลต้องครบแล้ว “วัสดุ” คือหัวใจสำคัญ ที่จะตัดสินว่าแบรนด์ของคุณจะดูดีไปจนถึงมือลูกค้าหรือไม่

ความท้าทายผิวโค้งและความชื้น

ขวดน้ำมักมีความโค้ง และต้องเจอทั้งความชื้นจากไอน้ำ (Condensation) จากการแช่เย็นหรือการขนส่งในถังน้ำแข็ง ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้ฉลากกระดาษทั่วไปเปื่อยยุ่ยและหลุดลอกอย่างง่ายดาย

ทางแก้จากโรงพิมพ์: เลือกวัสดุให้ถูกงาน

  • เลือกเนื้อสติ๊กเกอร์: แนะนำ PP (Polypropylene) หรือ PVC เท่านั้น เพราะวัสดุกลุ่มนี้เป็นพลาสติกที่กันน้ำได้ 100% มีความยืดหยุ่นสูงแนบไปกับส่วนโค้งของขวดได้ดีกว่ากระดาษ ไม่ฉีกขาดง่าย และแช่ถังน้ำแข็งได้นานโดยไม่เปื่อยยุ่ย
  • เลือกกาวเกรดพิเศษ (High Tack): ต้องระบุกับโรงพิมพ์ว่าต้องการกาวสำหรับติดผิวโค้งโดยเฉพาะ และหากต้องแช่แข็งควรใช้ กาวเกรดแช่แข็ง (Frozen Grade) ที่ทนอุณหภูมิติดลบได้ถึง -20 องศาเซลเซียส โดยที่กาวไม่กรอบหลุด
  • ดีไซน์: หากเป็นน้ำดื่มใสๆ แนะนำใช้ “สติ๊กเกอร์ใส” พิมพ์หมึกทึบ จะช่วยให้ขวดดูพรีเมียมและโชว์ความใสสะอาดของเครื่องดื่มได้อย่างดีเยี่ยม

สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดบนฉลากอาหาร

เพื่อให้แบรนด์ของคุณดูน่าเชื่อถือและไม่ถูกหน่วยงานอย่าง สคบ. หรือ อย. เพ่งเล็ง ห้ามทำสิ่งเหล่านี้เด็ดขาด

1. Overclaim (โฆษณาเกินจริง)

ห้ามใช้คำที่สื่อถึงการรักษาโรคหรือการเปลี่ยนแปลงรูปร่างที่รวดเร็วเกินจริง เช่น “รักษาเบาหวาน” “กินแล้วผอมภายใน 3 วัน” “รักษาโรคมะเร็งหายขาด” หรือ “หน้าขาวใสทันที” หากสินค้าไม่ใช่ยา กฎหมายสั่งห้ามเคลมสรรพคุณทางยาเด็ดขาด เพราะมีโทษปรับสูงและอาจถูกระงับการจำหน่ายทันที

2. ปลอมแปลงข้อมูลหรือสวมสิทธิ์เลข อย.

การนำเลข อย. ของผู้อื่นมาใช้ หรือการนำเลข อย. ของสินค้าตัวหนึ่งไปแปะบนสินค้าอีกตัวถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษทั้งจำทั้งปรับ ทั้งยังส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว

3. ใช้คำว่า “Premium” หรือ “Organic” มั่วๆ

การเขียนคำเหล่านี้เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อคุณมีใบรับรอง (Certification) จากสถาบันที่น่าเชื่อถือมายืนยัน ไม่สามารถเขียนเองลอยๆ ได้ หากถูกตรวจสอบแล้วไม่มีเอกสารยืนยัน จะถือว่าเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค

4. ขนาดตัวอักษรที่เล็กจนอ่านไม่ได้

กฎหมายกำหนดว่าข้อความบังคับ (เช่น ส่วนประกอบ หรือ สารก่อภูมิแพ้) ต้องมีความสูงตัวอักษรไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร หากพื้นที่ฉลากเพียงพอ การทำตัวอักษรเล็กเกินไปนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังทำให้ลูกค้าเกิดความสงสัยในความโปร่งใสของแบรนด์ด้วย

ทำถูกต้องแล้วดีอย่างไร?

การทำฉลากให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือ “การวางรากฐานธุรกิจ” ให้แข็งแกร่ง

1. สร้าง Trust และความภักดีในแบรนด์

ผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดเลือกและให้ความสำคัญกับข้อมูลหลังซองมากขึ้น เขาอ่านฉลากก่อนซื้อเสมอ การมีข้อมูลครบทำให้เขามั่นใจที่จะหยิบสินค้าของคุณลงตะกร้า จนนำไปสู่การซื้อซ้ำในที่สุด

2. ใบเบิกทางสู่ตลาด  Modern Trade

ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อชั้นนำ (เช่น 7-11, Tops) หรือแม้แต่การส่งออกไปต่างประเทศ จะมีมาตรฐานการตรวจรับสินค้าที่เข้มงวดมาก โดยจะพิจารณาเฉพาะสินค้าที่มีฉลากถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ฉลากที่ถูกต้อง 100% คือตั๋วผ่านทางใบแรกที่จะช่วยให้สินค้าของคุณกระจายไปได้ทั่วประเทศ

3. เพิ่มมูลค่าและอัปราคาได้ (Value Added)

ฉลากที่ออกแบบมาดี วัสดุพรีเมียม และมีข้อมูลครบตามมาตรฐาน จะช่วยยกระดับสินค้าจาก “ของพื้นบ้าน” ให้กลายเป็น “แบรนด์ระดับสากล” ทำให้คุณสามารถตั้งราคาที่สะท้อนถึงคุณภาพและความเป็นมืออาชีพได้มากกว่าคู่แข่งทั่วไป

FAQ คำถามที่พบบ่อยเรื่อง ฉลากอาหารและกฎหมาย

ขนาดตัวอักษรของ เลข อย. ต้องสูงเท่าไหร่ถึงจะไม่ผิดกฎหมาย?

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตัวเลข 13 หลักที่อยู่ในกรอบเครื่องหมาย อย. จะต้องมีความสูง ไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร

ทำไมติดสติ๊กเกอร์บนขวดน้ำเย็นแล้วหลุดลอก หรือมีฟองอากาศขึ้น?

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากกาวไม่ดีเสมอไป แต่เกิดจากเลือกวัสดุผิดประเภท หากใช้สติ๊กเกอร์กระดาษ เมื่อขวดมีความเย็นจะเกิดไอน้ำ (Condensation) ทำให้กระดาษดูดซับน้ำจนเปื่อยและกาวเสื่อมสภาพ

สินค้า OTOP หรือทำขายเองในชุมชน จำเป็นต้องมีฉลากโภชนาการ (ตารางสี่เหลี่ยม) ไหม?

ไม่จำเป็นทุกกรณี กฎหมายบังคับใช้ฉลากโภชนาการเฉพาะกับกลุ่มสินค้าบางประเภทเท่านั้น เช่น อาหารขบเคี้ยว, เครื่องดื่ม, หรืออาหารที่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณทางโภชนาการ (เช่น ระบุว่า “ไขมันต่ำ” หรือ “มีแคลเซียมสูง”)

การระบุวันหมดอายุ เขียนแค่ตัวเลขวันที่ (เช่น 01/01/25) ได้เลยไหม?

ไม่ได้ ต้องมีข้อความกำกับเสมอ ต้องระบุคำว่า “ผลิต (MFG)” หรือ “หมดอายุ (EXP)” หรือ “ควรบริโภคก่อน (BBF)” นำหน้าตัวเลขวันที่เสมอ

ถ้าซื้อสินค้ากระสอบใหญ่มาแบ่งบรรจุ (Repack) ขายถุงเล็ก ต้องทำฉลากใหม่หรือไม่?

ต้องทำฉลากใหม่ในนามของคุณ เมื่อคุณนำสินค้ามาแบ่งบรรจุใหม่ กฎหมายมองว่าคุณคือ “ผู้แบ่งบรรจุ (Repacker)” ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตประเภทหนึ่ง คุณต้องมีฉลากที่ระบุชื่อและที่ตั้งสถานที่แบ่งบรรจุของคุณเอง รวมถึงเลข อย. (หากสินค้านั้นเข้าข่ายควบคุม)

สรุป

เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง การทำฉลากอาหารให้ถูกต้องอาจดูยุ่งยากในช่วงแรก แต่เมื่อทำสำเร็จแล้ว มันคือเกราะป้องกันภัยที่แข็งแกร่งที่สุดให้ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคของคุณในระยะยาว

อย่าเสี่ยงกับงานพิมพ์ไม่ได้มาตรฐาน! หากคุณมีข้อมูลสินค้าครบแล้ว แต่ยังกังวลเรื่องการจัดวางอาร์ตเวิร์คให้ถูกกฎ อย. หรือไม่แน่ใจว่าจะเลือกสติ๊กเกอร์แบบไหนดี ปรึกษา PrintCafe ได้เลย เราเชี่ยวชาญทั้งงานออกแบบและงานพิมพ์ฉลากเกรด Food Safe ที่ช่วยให้สินค้าของคุณ “ถูกต้อง ถูกใจ และขายดี” แน่นอน