10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับฉลากอาหารตามกฎหมาย ผู้หญิงกำลังตรวจสอบฉลากบนกล่องอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ต สื่อถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายฉลากอาหารในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

ฉลากอาหารตามกฎหมาย 10 ข้อมูลบังคับที่ต้องมีบนบรรจุภัณฑ์ (เช็กลิสต์ฉบับ SME)

เช็กลิสต์ 10 ข้อมูลบังคับบนฉลากอาหารตามกฎหมาย อย. พร้อมเทคนิคทำฉลากติดขวดน้ำให้ถูกต้องและสวยงาม อ่านจบทำตามได้เลย เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและความน่าเชื่อถือของแบรนด์

ฉลากอาหาร…เครื่องหมายยืนยันความปลอดภัยที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม “ความอร่อย” อาจเป็นสิ่งที่ดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อ แต่ “ความถูกต้อง” คือสิ่งที่สร้างความเชื่อใจและรักษาธุรกิจของคุณให้มั่นคง

หลายแบรนด์ต้องเสียโอกาสอย่างน่าเสียดายเพราะสินค้าคุณภาพดีแต่ “ฉลากไม่ผ่านมาตรฐาน อย.” ทำให้ไม่สามารถวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าชั้นนำได้ หรือร้ายแรงกว่านั้นคือการถูกฟ้องร้องเพราะผู้บริโภคเกิดอาการแพ้อาหาร โดยที่ฉลากไม่ได้ระบุคำเตือนไว้อย่างชัดเจน

วันนี้เราได้รวบรวม 10 ข้อมูลสำคัญบนฉลากอาหารตามกฎหมาย มาให้คุณเช็กแบบข้อต่อข้อ พร้อมเกร็ดความรู้จากมุมมองโรงพิมพ์ เพื่อให้ฉลากของคุณสวยงาม ถูกต้องตามข้อบังคับ และสร้างความสบายใจให้ผู้บริโภคได้มากที่สุด

Table of Contents

ฉลากที่สวยงามแต่ไม่ถูกกฎหมาย อาจพังธุรกิจคุณในวันเดียว

ลองนึกภาพนี้ คุณทุ่มเทพัฒนาสูตรอาหารมานานหลายเดือน ลงทุนซื้อเครื่องจักร จ้างทีมงาน แล้ววันหนึ่งก็พร้อมส่งสินค้าล็อตแรกเข้าห้างสรรพสินค้า… แต่ฝ่าย QC ของห้างแจ้งกลับมาว่า “ฉลากไม่ผ่าน ต้องแก้ไขก่อน” เพราะขาดข้อมูลบังคับตามกฎหมาย อย.

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย มี SME ไทยหลายรายที่ต้องเจอกับสถานการณ์นี้ บางรายต้องพิมพ์ฉลากใหม่ทั้งหมดเสียค่าใช้จ่ายหลักหมื่น บางรายถูก อย. สั่งระงับการจำหน่าย และที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือบางรายถูกฟ้องร้องเพราะผู้บริโภคแพ้ สารก่อภูมิแพ้ ที่ไม่ได้ระบุบนฉลาก

ปัญหาเหล่านี้ป้องกันได้ ถ้าคุณรู้ว่า ฉลากอาหารตามกฎหมาย ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง บทความนี้รวบรวม 10 ข้อมูลบังคับไว้ครบจบในที่เดียว พร้อม Checklist ที่คุณนำไปใช้ได้ทันที — อ่านจบ ทำตามได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาอีกต่อไป

ฉลากอาหารตามกฎหมาย คืออะไร? (นิยาม + กฎหมายที่เกี่ยวข้อง)

ฉลากอาหารตามกฎหมาย คือข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายต้องระบุ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร อ้างอิงตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ. 2557 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หากฉลากไม่ครบถ้วน สินค้าอาจถูกสั่งเรียกคืน ปรับ หรือระงับการจำหน่ายได้ทันที

กฎหมายที่กำกับ: ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 367 พ.ศ. 2557 คืออะไร?

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ. 2557 คือกฎหมายหลักที่กำหนดรายละเอียดข้อมูลบังคับบนฉลากอาหารทุกประเภท โดยกำกับดูแลโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึงหลักแสนบาท และอาจถูกระงับการจำหน่ายทันที

ใครบ้างที่ต้องทำฉลากอาหารตามกฎหมาย?

กฎหมายบังคับใช้กับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ผู้ผลิต (โรงงาน, ครัวเรือน) , ผู้นำเข้า (Import) และ ผู้แบ่งบรรจุ (Repacker) ที่ซื้อสินค้าจำนวนมากมาแบ่งบรรจุขายใหม่ ทุกกลุ่มนี้ต้องมีฉลากที่ระบุข้อมูลครบตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงสินค้า OTOP และ SME ที่วางจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ด้วย

10 ข้อมูลบังคับบนฉลากอาหารตามกฎหมาย อย.

ก่อนจะเริ่มออกแบบฉลากอาหารให้สวยงาม เรามาตรวจสอบ “ความถูกต้อง” ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขกันก่อน ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือนบัตรประชาชนของสินค้า ที่จะช่วยให้คุณผ่านด่านตรวจมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลได้ทันที

1. ชื่อผลิตภัณฑ์ (Product Name) — ต้องระบุอย่างไรให้ถูกกฎหมาย?

ต้องระบุชื่อภาษาไทยให้ชัดเจน และต้องแสดงชื่อประเภทหรือชนิดของอาหารพ่วงไปด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคไม่เข้าใจผิด เช่น “น้ำส้มแท้ 100%” หรือ “เครื่องดื่มรสส้ม” หากมีชื่อภาษาอังกฤษ ต้องอ่านออกเสียงตรงกับภาษาไทยหรือมีความหมายสอดคล้องกัน

2. เลขสารบบอาหาร หรือ เลข อย. 13 หลัก — ขนาดและวิธีแสดงที่ถูกต้อง

ต้องแสดงตัวเลข 13 หลักในกรอบเครื่องหมาย อย. เพื่อยืนยันว่าสินค้าผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย ตัวเลขต้องสูงไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร ใช้ตัวเลขสากลเท่านั้น (ไม่ใช้ตัวเลขไทย) และสีต้องตัดกับพื้นฉลากชัดเจน — ห้ามกลมกลืนเด็ดขาด

3. ปริมาณสุทธิ (Net Content) — หน่วยเมตริกและกรณีสินค้าจัดชุด

ระบุหน่วยเป็นระบบเมตริก เช่น น้ำหนัก (กรัม/กิโลกรัม) หรือปริมาตร (มิลลิลิตร/ลิตร) โดยไม่รวมน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ กรณีพิเศษ หากเป็นสินค้าจัดชุด เช่น 1 กล่องมี 3 ซอง ต้องระบุทั้งปริมาณต่อซองและจำนวนซองให้ชัดเจน

4. ส่วนประกอบ (Ingredients) — เรียงลำดับมากไปน้อยตามที่กฎหมายกำหนด

แสดงรายการวัตถุดิบทั้งหมดเรียงลำดับตามปริมาณจากมากไปน้อย (เป็นร้อยละ %) เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่ากินอะไรเข้าไปบ้าง หากส่วนประกอบยาวมาก แนะนำใช้การจัดวางแบบชิดซ้ายและเลือกฟอนต์ไม่มีหัวเพื่อประหยัดพื้นที่บนฉลาก

5. ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ (Allergen Information) — 8 กลุ่มสารที่ต้องระวัง

ข้อนี้สำคัญที่สุด! หากสินค้ามีส่วนประกอบที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่ ถั่วลิสง ไข่ นม แป้งสาลี สัตว์ทะเล ถั่วเหลือง เมล็ดงา หรือถั่วเปลือกแข็ง ต้องระบุคำว่า “ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร มี…” ด้วยตัวอักษรหนาหรือขีดเส้นใต้ให้เห็นชัด เพื่อป้องกันอันตรายถึงชีวิต

6. ข้อมูลโภชนาการ (Nutrition Facts) — เมื่อไหร่บังคับ? เมื่อไหร่ยกเว้นได้?

แสดงสัดส่วนพลังงานและสารอาหารต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เช่น น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม บังคับสำหรับอาหารที่มีการเคลมสุขภาพ เช่น ระบุว่า “ไขมันต่ำ” หรือ “มีแคลเซียมสูง” หากบรรจุภัณฑ์มีพื้นที่รวมน้อยกว่า 65 ตร.ซม. กฎหมายอนุญาตให้ขอยกเว้นการแสดงตารางโภชนาการได้

7. ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต/ผู้นำเข้า — รายละเอียดที่ต้องระบุครบ

ระบุให้ชัดเจนว่าผลิตที่ไหน โดยต้องระบุ เลขที่บ้าน ซอย ถนน ตำบล อำเภอ จังหวัด หรือนำเข้าโดยใคร เพื่อให้ ตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) เมื่อเกิดปัญหา กรณีจ้างผลิต (OEM) ต้องระบุว่า “ผลิตโดย… สำหรับ…” เพื่อแสดงความโปร่งใส

8. วันผลิต (MFG) และวันหมดอายุ (EXP) — รูปแบบที่กฎหมายยอมรับ

ต้องระบุคำว่า “ผลิต (MFG)” และ “หมดอายุ (EXP)” หรือ “ควรบริโภคก่อน (BBF)” ตามด้วยวันเดือนปีที่ชัดเจน ห้ามระบุแค่ตัวเลขวันที่ลอยๆ หากใช้เครื่องปั๊มวันที่แยกต่างหาก ให้พิมพ์บนฉลากว่า “วันผลิตและหมดอายุ ระบุบนบรรจุภัณฑ์”

9. วิธีการเก็บรักษา (Storage Instruction) — ตัวอย่างข้อความที่ถูกต้อง

ระบุสภาวะที่ทำให้อาหารไม่เน่าเสียก่อนวันหมดอายุ ตัวอย่างข้อความ “เก็บในอุณหภูมิห้อง” / “ควรเก็บให้พ้นแสงแดดและความชื้น” / “ควรแช่เย็นหลังเปิดขวด” / “ปิดฝาให้สนิทและเก็บในตู้เย็นหลังเปิดใช้”

10. วิธีการปรุง/วิธีใช้ (Preparation) — เมื่อไหร่ที่ต้องระบุ?

บอกขั้นตอนการทำที่ง่ายที่สุดเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดี เช่น วิธีต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือวิธีชงเครื่องดื่มผง ข้อมูลนี้บังคับสำหรับสินค้าที่ต้องปรุงก่อนรับประทาน การใช้รูปภาพไอคอน (Icon) แทนข้อความยาวๆ จะช่วยให้ฉลากดูสากลและเข้าใจง่าย

ข้อมูลบังคับบังคับ / ไม่บังคับหมายเหตุ
1. ชื่อผลิตภัณฑ์บังคับต้องมีชื่อภาษาไทย + ชนิดอาหาร
2. เลข อย. 13 หลักบังคับตัวเลขสูง 2 มม. ขึ้นไป
3. ปริมาณสุทธิบังคับหน่วยเมตริกเท่านั้น
4. ส่วนประกอบบังคับเรียงมากไปน้อย (%)
5. สารก่อภูมิแพ้บังคับ (ถ้ามี)ตัวหนา/ขีดเส้นใต้
6. ข้อมูลโภชนาการบางประเภทบังคับถ้าเคลมสุขภาพ
7. ชื่อ/ที่ตั้งผู้ผลิตบังคับที่อยู่ครบ + OEM ระบุ
8. วันผลิต MFG / EXPบังคับต้องมีคำกำกับ MFG/EXP/BBF
9. วิธีเก็บรักษาบังคับระบุสภาวะการเก็บรักษา
10. วิธีปรุง/วิธีใช้บางประเภทบังคับสำหรับอาหารปรุง

เลือกวัสดุฉลากอย่างไรให้ทนทาน กันน้ำ และติดแน่นบนขวด

สำหรับสินค้าประเภทน้ำดื่ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มบรรจุขวด นอกจากข้อมูลต้องครบแล้ว “วัสดุ” คือหัวใจสำคัญ ที่จะตัดสินว่าแบรนด์ของคุณจะดูดีไปจนถึงมือลูกค้าหรือไม่

ความท้าทายผิวโค้งและความชื้น

ขวดน้ำมักมีความโค้ง และต้องเจอทั้งความชื้นจากไอน้ำ (Condensation) จากการแช่เย็นหรือการขนส่งในถังน้ำแข็ง ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ทำให้ฉลากกระดาษทั่วไปเปื่อยยุ่ยและหลุดลอกอย่างง่ายดาย

ทางแก้จากโรงพิมพ์ เลือกวัสดุให้ถูกงาน

  • เลือกเนื้อสติ๊กเกอร์: แนะนำ PP (Polypropylene) หรือ PVC เท่านั้น เพราะวัสดุกลุ่มนี้เป็นพลาสติกที่กันน้ำได้ 100% มีความยืดหยุ่นสูงแนบไปกับส่วนโค้งของขวดได้ดีกว่ากระดาษ ไม่ฉีกขาดง่าย และแช่ถังน้ำแข็งได้นานโดยไม่เปื่อยยุ่ย
  • เลือกกาวเกรดพิเศษ (High Tack): ต้องระบุกับโรงพิมพ์ว่าต้องการกาวสำหรับติดผิวโค้งโดยเฉพาะ และหากต้องแช่แข็งควรใช้ กาวเกรดแช่แข็ง (Frozen Grade) ที่ทนอุณหภูมิติดลบได้ถึง -20 องศาเซลเซียส โดยที่กาวไม่กรอบหลุด
  • ดีไซน์: หากเป็นน้ำดื่มใสๆ แนะนำใช้ “สติ๊กเกอร์ใส” พิมพ์หมึกทึบ จะช่วยให้ขวดดูพรีเมียมและโชว์ความใสสะอาดของเครื่องดื่มได้อย่างดีเยี่ยม

วิธีทำฉลากอาหารให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่ต้นจนพิมพ์จริง

หลายคนสงสัยว่าต้องเริ่มจากตรงไหน — ต้องขอ อย. ก่อนไหม? ต้องออกแบบยังไง? ต้องใช้ขนาดฉลากเท่าไหร่? เราสรุปให้เป็น 5 ขั้นตอนที่เข้าใจง่ายและทำตามได้เลย

  1. ยื่นขอเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) — ยื่นผ่าน e-Submission ของ อย. ก่อนจำหน่ายสินค้า
  2. เตรียมข้อมูลครบทั้ง 10 ข้อ — ใช้ Checklist ด้านบนตรวจสอบให้ครบก่อนออกแบบ
  3. ออกแบบ Artwork — จัดวางข้อมูลให้ถูกกฎหมาย ขนาดตัวอักษรไม่น้อยกว่า 2 มม.
  4. ตรวจสอบ Proof ก่อนพิมพ์จริง — ตรวจซ้ำทุกข้อมูล โดยเฉพาะเลข อย. และวันหมดอายุ
  5. เลือกวัสดุให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์ — เช่น PP/PVC สำหรับขวดน้ำ, กาวเกรดพิเศษสำหรับสินค้าแช่เย็น

ต้องขอ อย. ก่อนพิมพ์ฉลาก หรือหลัง?

คำตอบคือ ต้องขอ อย. ก่อน เสมอ เพราะเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) คือหมายเลขที่ต้องพิมพ์ลงบนฉลาก หากยังไม่ได้รับอนุญาต ก็ยังไม่มีเลขที่จะนำไปพิมพ์ การยื่นขอผ่านระบบ e-Submission ของ อย. ใช้เวลาประมาณ 30–60 วันทำการสำหรับอาหารทั่วไป

ขนาดฉลากอาหารขั้นต่ำตามกฎหมาย — ต้องกี่ตารางเซนติเมตร?

กฎหมายไม่ได้กำหนดขนาดฉลากขั้นต่ำตายตัว แต่กำหนดว่า ต้องมีพื้นที่เพียงพอในการแสดงข้อมูลบังคับทั้งหมดด้วยขนาดตัวอักษรที่อ่านได้ (ไม่น้อยกว่า 2 มม.) หากพื้นที่ฉลากรวมน้อยกว่า 65 ตร.ซม. สามารถขอยกเว้นตารางโภชนาการได้ แต่ข้อมูลบังคับอื่นๆ ยังต้องครบ

สิ่งที่ห้ามทำบนฉลากอาหารตามกฎหมาย 4 ความผิดพลาดที่เสี่ยงเข้าคุก

เพื่อให้แบรนด์ของคุณดูน่าเชื่อถือและไม่ถูกหน่วยงานอย่าง สคบ. หรือ อย. เพ่งเล็ง ห้ามทำสิ่งเหล่านี้เด็ดขาด

เขียนว่า “รักษาเบาหวาน” หรือ “ผอมภายใน 3 วัน” บนฉลากอาหาร ผิดกฎหมายจริงไหม?

ห้ามใช้คำที่สื่อถึงการรักษาโรคหรือการเปลี่ยนแปลงรูปร่างที่รวดเร็วเกินจริง เช่น “รักษาเบาหวาน” “กินแล้วผอมภายใน 3 วัน” “รักษาโรคมะเร็งหายขาด” หรือ “หน้าขาวใสทันที” หากสินค้าไม่ใช่ยา กฎหมายสั่งห้ามเคลมสรรพคุณทางยาเด็ดขาด เพราะมีโทษปรับสูงและอาจถูกระงับการจำหน่ายทันที

ใช้เลข อย. ของคนอื่นบนฉลากได้ไหม? โทษหนักแค่ไหน?

การนำเลข อย. ของผู้อื่นมาใช้ หรือการนำเลข อย. ของสินค้าตัวหนึ่งไปแปะบนสินค้าอีกตัวถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษทั้งจำทั้งปรับ ทั้งยังส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว

เขียนคำว่า Organic หรือ Premium บนฉลากโดยไม่มีใบรับรอง ผิดหรือเปล่า?

การเขียนคำเหล่านี้เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อคุณมีใบรับรอง (Certification) จากสถาบันที่น่าเชื่อถือมายืนยัน ไม่สามารถเขียนเองลอยๆ ได้ หากถูกตรวจสอบแล้วไม่มีเอกสารยืนยัน จะถือว่าเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค

ตัวอักษรบนฉลากเล็กแค่ไหนที่ยังไม่ผิดกฎหมาย?

กฎหมายกำหนดว่าข้อความบังคับ (เช่น ส่วนประกอบ หรือ สารก่อภูมิแพ้) ต้องมีความสูงตัวอักษรไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร หากพื้นที่ฉลากเพียงพอ การทำตัวอักษรเล็กเกินไปนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังทำให้ลูกค้าเกิดความสงสัยในความโปร่งใสของแบรนด์ด้วย

ฉลากถูกกฎหมาย = ใบเบิกทางสู่ 7-Eleven , Tops และตลาดต่างประเทศ

การทำฉลากให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือ “การวางรากฐานธุรกิจ” ให้แข็งแกร่ง

1. สร้าง Trust และความภักดีในแบรนด์ระยะยาว

ผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดเลือกและให้ความสำคัญกับข้อมูลหลังซองมากขึ้น เขาอ่านฉลากก่อนซื้อเสมอ การมีข้อมูลครบทำให้เขามั่นใจที่จะหยิบสินค้าของคุณลงตะกร้า จนนำไปสู่การซื้อซ้ำในที่สุด

2. ใบเบิกทางสู่ตลาด Modern Trade : 7-Eleven , Tops และการส่งออก

ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อชั้นนำ (เช่น 7-11 , Tops) หรือแม้แต่การส่งออกไปต่างประเทศ จะมีมาตรฐานการตรวจรับสินค้าที่เข้มงวดมาก โดยจะพิจารณาเฉพาะสินค้าที่มีฉลากถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ฉลากที่ถูกต้อง 100% คือตั๋วผ่านทางใบแรกที่จะช่วยให้สินค้าของคุณกระจายไปได้ทั่วประเทศ

3. เพิ่มมูลค่าและขึ้นราคาได้ — สินค้าพื้นบ้านกลายเป็นแบรนด์ระดับสากล

ฉลากที่ออกแบบมาดี วัสดุพรีเมียม และมีข้อมูลครบตามมาตรฐาน จะช่วยยกระดับสินค้าจาก “ของพื้นบ้าน” ให้กลายเป็น “แบรนด์ระดับสากล” ทำให้คุณสามารถตั้งราคาที่สะท้อนถึงคุณภาพและความเป็นมืออาชีพได้มากกว่าคู่แข่งทั่วไป

คำถามที่พบบ่อยเรื่องฉลากอาหารตามกฎหมาย (FAQ)

ขนาดตัวอักษรของ เลข อย. ต้องสูงเท่าไหร่ถึงจะไม่ผิดกฎหมาย?

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตัวเลข 13 หลักที่อยู่ในกรอบเครื่องหมาย อย. จะต้องมีความสูง ไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร

ทำไมติดสติ๊กเกอร์บนขวดน้ำเย็นแล้วหลุดลอก หรือมีฟองอากาศขึ้น?

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากกาวไม่ดีเสมอไป แต่เกิดจากเลือกวัสดุผิดประเภท หากใช้สติ๊กเกอร์กระดาษ เมื่อขวดมีความเย็นจะเกิดไอน้ำ (Condensation) ทำให้กระดาษดูดซับน้ำจนเปื่อยและกาวเสื่อมสภาพ

สินค้า OTOP หรือทำขายเองในชุมชน จำเป็นต้องมีฉลากโภชนาการ (ตารางสี่เหลี่ยม) ไหม?

ไม่จำเป็นทุกกรณี กฎหมายบังคับใช้ฉลากโภชนาการเฉพาะกับกลุ่มสินค้าบางประเภทเท่านั้น เช่น อาหารขบเคี้ยว, เครื่องดื่ม หรืออาหารที่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณทางโภชนาการ (เช่น ระบุว่า “ไขมันต่ำ” หรือ “มีแคลเซียมสูง”)

การระบุวันหมดอายุ เขียนแค่ตัวเลขวันที่ (เช่น 01/01/25) ได้เลยไหม?

ไม่ได้ ต้องมีข้อความกำกับเสมอ ต้องระบุคำว่า “ผลิต (MFG)” หรือ “หมดอายุ (EXP)” หรือ “ควรบริโภคก่อน (BBF)” นำหน้าตัวเลขวันที่เสมอ

ถ้าซื้อสินค้ากระสอบใหญ่มาแบ่งบรรจุ (Repack) ขายถุงเล็ก ต้องทำฉลากใหม่หรือไม่?

ต้องทำฉลากใหม่ในนามของคุณ เมื่อคุณนำสินค้ามาแบ่งบรรจุใหม่ กฎหมายมองว่าคุณคือ “ผู้แบ่งบรรจุ (Repacker)” ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตประเภทหนึ่ง คุณต้องมีฉลากที่ระบุชื่อและที่ตั้งสถานที่แบ่งบรรจุของคุณเอง รวมถึงเลข อย. (หากสินค้านั้นเข้าข่ายควบคุม)

ทำฉลากอาหารเองที่บ้านได้ไหม ต้องใช้โรงพิมพ์ไหม?

ในแง่กฎหมาย ไม่มีการบังคับว่าต้องใช้โรงพิมพ์ แต่มีข้อกำหนดด้านคุณภาพ เช่น ตัวอักษรต้องชัดเจน ทนทาน อ่านง่าย และไม่หลุดลอกในสภาวะปกติ การพิมพ์เองที่บ้านด้วยปริ้นเตอร์ธรรมดาอาจใช้ได้กับสินค้าจำนวนน้อย แต่หากต้องการความน่าเชื่อถือ ทนน้ำ และดูเป็นมืออาชีพ การใช้โรงพิมพ์ที่ผลิตฉลาก Food Safe เป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับการขายจริง

ฉลากอาหารสำหรับสินค้าส่งออก ต่างจากฉลากในประเทศอย่างไร?

ฉลากส่งออกต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศปลายทางด้วย เช่น หากส่งไปยุโรปต้องเป็นไปตาม EU Food Labeling Regulation, ส่งไปสหรัฐฯ ต้องเป็นไปตาม FDA (US) ซึ่งอาจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมที่ต่างจากกฎหมายไทย เช่น แสดงข้อมูลโภชนาการในรูปแบบเฉพาะ หรือระบุ Country of Origin ให้ชัดเจน แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศก่อนผลิตฉลากส่งออก

สรุป: ฉลากอาหารถูกกฎหมาย คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับ SME

เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง การทำฉลากอาหารให้ถูกต้องอาจดูยุ่งยากในช่วงแรก แต่เมื่อทำสำเร็จแล้ว มันคือเกราะป้องกันภัยที่แข็งแกร่งที่สุดให้ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคของคุณในระยะยาว

อย่าเสี่ยงกับงานพิมพ์ไม่ได้มาตรฐาน! หากคุณมีข้อมูลสินค้าครบแล้ว แต่ยังกังวลเรื่องการจัดวางอาร์ตเวิร์คให้ถูกกฎ อย. หรือไม่แน่ใจว่าจะเลือกสติ๊กเกอร์แบบไหนดี ปรึกษา PrintCafe ได้เลย เราเชี่ยวชาญทั้งงานออกแบบและงานพิมพ์ฉลากเกรด Food Safe ที่ช่วยให้สินค้าของคุณ “ถูกต้อง ถูกใจ และขายดี” แน่นอน